วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

       วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” รวมถึงเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส

แผนผังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

1. พระอุโบสถ
2. ศาลาราย 12 หลัง
3. วิหารพระคันธารราฐ
4. หอระฆัง
5. หอราชพงศานุสรณ์
6. พระ โพธิธาตุพิมาน
7. หอราชกรมานุสรณ์
8. รูปฤษีนั่ง
9. ปราสาทพระเทพบิดร
10. เจดีย์ทอง 2 องค์
11. พระมณฑป
12. พระศรีรัตนเจดีย์
13. รูปจำลองปราสาทนครวัด
14. พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 2 3
15. พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4
16. พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5
17. พระราชนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 7 8 9
18. หอพระมณเฑียรธรรม
19. วิหารยอด
20. หอพระนาก
21. พระปรางค์ 8 องค์
22. พระระเบียง

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดพระแก้ว

  • จิตรกรรมฝาผนัง

     จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์รอบพระระเบียงเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาชำรุดเนื่องจากความชื้นจึงเขียนซ่อมเมื่อมีการฉลองพระนครในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ภาพชุดรามเกียรติ์นี้เริ่มตั้งแต่ภาพนารายณ์อวตารปางต่างๆ ก่อนที่จะอวตารเป็นพระราม ปรากฏอยู่ตามซุ้มประตูและมุขพระระเบียง ประมาณ 80 ภาพ แล้วไปต่อเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ห้องที่ 1 – 178 มีคำบรรยายใต้ภาพและคำบรรยายเป็นโคลงสลักบนแผ่นหินอ่อนติดอยู่ที่เสารอบพระระเบียง 

  • ยักษ์ทวารบาล

     ยักษ์ทวารบาล เป็นยักษ์ตัวเอกจากเรื่องรามเกียรติ์ ยืนยามเฝ้ารอบพระอุโบสถ วัดพระแก้ว มี 12 ตน เป็นรูปปูนปั้นประดับกระเบื้อง ติดกระจก ยืนกุมกระบองอยู่ประจำประตูต่าง ๆ รอบพระอุโบสถ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พร้อมกับยักษ์วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) มีชื่อเรียงลำดับไปทางขวา โดยเริ่มจากบันไดหน้าปราสาทพระเทพบิดรดังนี้
สุริยาภพ (กายสีแดง) > อินทรชิต (กายสีเขียว) > มังกรกัณฐ์ (กายสีเขียว) > วิรุฬหก (กายสีขาบ หรือน้ำเงินเข้ม) > ทศคีรีธร (กายสีเขียว) > ทศคีรีวัน (กายสีหม้อไหม้) > กรวรรดิ (กายสีขาว) > อัศกรรณมารา (กายสีม่วงเข้ม) > ทศกัณฐ์ (กายสีเขียว) > สหัสเดชะ (กายสีขาว) > ไมยราพณ์ (กายสีม่วงอ่อน)> วิรัญจำบัง (กายสีขาวเจือดำ)

  • ฐานไพที

     บนฐานไพที มีอาคารหลัก 3 หลัง คือ พระศรีรัตนเจดีย์ พระมณฑป ปราสาทพระเทพบิดร และมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น รูปปั้นสัตว์หิมพานต์ บุษบกพระราชลัญจกร นครวัดจำลอง พระสุวรรณเจดีย์

          พระศรีรัตนเจดีย์ ตั้งอยู่บนฐานไพทีทางทิศตะวันตก สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สมัยแรกสร้างนั้นยังไม่ได้มีการประดับกระเบื้อง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์เจดีย์

   พระมณฑป ตั้งอยู่บนฐานไพทีตรงกลางระหว่างปราสาทพระเทพบิดรและพระศรีรัตนเจดีย์ เป็นมณฑปยอดปราสาทเจ็ดชั้น ภายในเป็นที่ประดิษฐานตู้พระไตรปิฎกประดับมุก และปูพื้นด้วยเสื่อสานด้วยเส้นลวดที่ทำจากเงิน

         นครวัดจำลอง รัชกาลที่ 4 ทรงสั่งให้พระสามภพพ่ายไปทำการลอกแบบปราสาทนครวัดมา สร้างจำลองไว้ที่วัดพระแก้วเพื่อให้คนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเมืองเขมรได้เห็นกัน โดยใช้ซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้าง แต่การก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้ดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จทันการเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ 100 ปี

       พระราชานุสาวรีย์ประจำรัชกา ตั้งอยู่รอบพระมณฑป สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นบุษบกสร้างด้วยโลหะลงรักปิดทองประดับกระจก รอบบุษบกประดับด้วยฉัตร 7 ชั้น และ 5 ชั้น และรูปช้างยืนแท่นหล่อด้วยโลหะรมดำ ถือกันว่าเป็นช้างเผือกประจำรัชกาล
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 1 เป็นรูปมงกุฎไม่มีพระจอน
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 2 เป็นรูปพระยาครุฑจับนาค
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 3 เป็นรูปพระวิมาน
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 4 เป็นรูปพระมหามงกุฎ
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 5 เป็นรูปพระจุลมงกุฎ (หรือพระเกี้ยว)
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 6  เป็นรูปวชิราวุธ
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 7 เป็นรูปพระแสงศร 3 องค์
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 8 เป็นรูปพระโพธิสัตว์
– พระบรมราชสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 9 เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็น “อุ” หรือ “เลข9” รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร 7 ชั้น

      ปราสาทพระเทพบิดร เป็นปราสาทจตุรมุข ยอดปรางค์มีนภศูล และมงกุฎอยู่บนยอด ประดับกระเบื้องเคลือบ องค์เดียวในประเทศไทย
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมชื่อว่า พุทธปรางค์ปราสาท เพื่อจะอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ แต่เมื่อสร้างเสร็จเห็นว่าคับแคบไม่เหมาะแก่การพระราชพิธี จึงมิได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน
ในปี พ.ศ.2446 ได้มีการซ่อมแซมแล้วให้เปลี่ยนนามเป็น ปราสาทพระเทพบิดร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมรูปพระบูรพกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 องค์มาไว้ ปัจจุบันได้มีการประดิษฐานพระบรมรูปเพิ่มตามการเปลี่ยนรัชสมัย จนถึงรัชกาลที่ 8 แล้ว ปราสาทพระเทพบิดรจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมปีละ 7 วัน ได้แก่ วันปีใหม่ วันจักรี วันสงกรานต์ (13 – 15 เมษายน) วันแม่แห่งชาติ วันพ่อแห่งชาติ

        พระสุวรรณเจดีย์ 2 องค์ ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี เป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมที่ฐานประดับด้วยยักษ์แบะและกระบี่แบก องค์ละ 20 ตน

      สัตว์หิมพานต์ บนฐานไพทีด้านหน้า และรอบๆ ปราสาทพระเทพบิดรจะมีรูปหล่อโลหะเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ ซึ่งหล่อในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างเป็นคู่ ตัวผู้ตัวเมีย รวม 7 คู่ ดังนี้

1.อสูรวายุภักษ์ ท่อนบนเป็นยักษ์สวมมงกุฎ ท่อนล่างเป็นนก สองมือกุมกะบองเกลียว
2.อัปสรสีห์ ท่อนบนเป็นนางอัปสร ท่อนล่างเป็นราชสีห์ ยืนพนมมือ
3.สิงหพานร ท่อนบนเป็นพระยาวานร ท่อนล่างเป็นราชสีห์ สองมือถือกระบอง
4.กินนร และ กินรี ท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มือหนึ่งแตะบั้นเอว มือหนึ่งยกระดับอก
5.เทพปักษี เป็นเทวดา มีปีกและหางเป็นนก มือข้างหนึ่งถือพระขรรค์ อีกข้างหนึ่งจีบระดับอก
6.เทพนรสิงห์ ท่อนบนเป็นเทวดา ท่อนล่างเป็นราชสีห์ มือหนึ่งแตะบั้นเอว อีกมือหนึ่งถือกิ่งไม้ชูระดับอก
7.อสูรปักษี ท่อนบนเป็นยักษ์ สวมมงกุฎ ท่อนล่างเป็นนก มือหนึ่งแตะบั้นเอว อีกมือหนึ่งผายออกด้านข้าง

  • พระอุโบสถ

      พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 พระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์ รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่1 เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ 3 โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจกบานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม 12 ตัว โดยได้แบบมาจาก เขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก 10 ตัว

    พระแก้วมรกต เป็นพระประทับนั่งอย่างสมาธิราบในสกุลช่างล้านนา ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์  แกะสลักมาจากหยกสีเขียวเข้มที่มีค่าและหายากมาก พระแก้วมรกตจะมีเครื่องทรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ซึ่งเครื่องทรงเหล่านี้ทำด้วย ทองคำประดับเพชรและสิ่งมีค่าชนิดต่าง ๆ ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งของ พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1  จนถึงรัชกาลปัจจุบันที่จะต้องเสด็จฯ ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดูด้วยตนเองซึ่งกำหนดวันเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตมีดังนี้
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูร้อน
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูฝน
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว

ข้อแนะนำสำหรับการไปวัดพระแก้วและพระบรมหาราชวัง

– การเข้าชมวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวัง ควรไปตอนเช้า แดดไม่ร้อน คนไม่เยอะ เดินได้สะดวกกว่า ช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ มักจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ
– การเข้าชมวัดพระแก้ว นิยมเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูใหญ่ที่อยู่ทางด้านถนนหน้าพระลาน โดยเดินเข้าทางนึง และออกอีกทางหนึ่ง
– ควรแต่งกายสุภาพ ไม่ใส่เสื้อแขนกุด รัดรูป ซีทรู เอวลอย ส่วนกางเกงไม่ใส่ขาสั้น ขาสามส่วน เลคกิ้ง กางเกงเอวต่ำ ใส่ยีนส์ได้ แต่ห้ามใส่กางเกงยีนส์ปะหรือที่ตัดให้ขาดเป็นริ้วๆ หากใส่กระโปรงก็ควรเป็นกระโปรงที่มีความยาวคลุมเข่า
– หากแต่งตัวไม่เรียบร้อย สามารถยืมผ้าถุงได้ที่เคาเตอร์ตรงประตูวิเศษไชยศรี (เดินเข้าประตูไปแล้ว เคาเตอร์อยู่ขวามือ) โดยวางมัดจำ หรือใช้บัตรประชาชน เมื่อออกมาแล้วค่อยนำมาแลกคืนได้ ณ จุดเดิม (ทางที่ดีควรแต่งตัวให้ถูกต้องมาเลย จะได้ไม่เสียเวลา)

อัตราค่าเข้าชม  

คนไทยเข้าชมฟรี ชาวต่างชาติ 500 บาท ซึ่งรวมบัตรเข้าชมวัดพระแก้วและพระบรมหาราชวัง

เวลาทำการ

ทุกวัน 08.30-15.30 น

กิจกรรม-เทศกาล :

วันอาทิตย์ เทศนาธรรม 13.00 น.
วันพระ: เทศนาธรรม 09.00 น. และ13.00 น.
มัคคุเทศน์ 10.00 น. และ 14.00 น.

การเดินทาง 

วัดพระแก้วตั้งอยู่บนถนนหน้าพระลาน กรุงเทพมหานคร ใกล้ๆ กับท้องสนามหลวงและแม่น้ำเจ้าพระยา 

1. BTS + เรือด่วนเจ้าพระยา

วิธีแรกนี้ ถือว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด และเร็วที่สุด เพราะรถไฟฟ้า BTS มีตลอดแทบทั้งวัน ไม่เกิดปัญหารถติดกวนใจด้วย ส่วนการต่อเรือก็ทำได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรือด่วนเจ้าพระยา ที่มีวิ่งอยู่ตลอด เมื่อขึ้นเรือที่ท่าช้าง ใช้เวลาเดินอีกประมาณ 5 นาที ก็ถึงประตูทางเข้าวัดพระแก้ว

ขั้นตอนการเดินทาง
– ลง BTS สถานีสะพานตากสิน ทางออก 2
– เดินไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ใต้สะพานมีท่าเรือสาทร ลงเรือด่วนเจ้าพระยา ธงสีส้ม
– ขึ้นเรือที่ท่าช้าง (N9) เดินออกจากท่าเรือ วัดพระแก้วอยู่ทางขวามือ

ข้อแนะนำ
– วันธรรมดา จะมีเรือวิ่งบ่อยกว่าวันเสาร์ – อาทิตย์
จันทร์ – ศุกร์ เรือธงส้ม (06.00 – 19.00 น.) วิ่งทุกๆ 10-20 นาที
เสาร์ – อาทิตย์ เรือธงส้ม (06.00 – 19.00 น.) วิ่งทุกๆ 20-25 นาที
(ค่าโดยสารราคาเดียว 15 บาทตลอดสาย)
– การลงเรือ อาจมีข้อจำกัดสำหรับคนที่ไม่สะดวกในกรณี มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุมาด้วย เพราะเรือด่วนเจ้าพระยา เป็นการเดินทางค่อนข้างรีบเร่ง ใช้เวลาจอดเพียงระยะเวลาสั้นๆ
– ก่อนที่จะถึงท่าช้าง จะเป็นท่าเตียน (N8) ควรเตรียมตัวขึ้นเรือล่วงหน้า หากลงเรือผิดสาย หรือขึ้นเรือท่าช้างไม่ทัน ก็สามารถขึ้นที่ท่าต่อไป เป็นท่าวังหลัง(พรานนก)(ท่าเดียวกับศิริราช)(N10) แล้วค่อยต่อเรือข้ามฟากตรงนั้นมายังท่าช้าง (ค่าเรือข้ามฟากราคา 3 บาท)

2. BTS + รถเมล์

วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วพอสมควร รถไฟ BTS ช่วยลดระยะทางที่รถติดไปได้ แต่ก็ยังต้องต่อรถเมล์ ซึ่งเวลาอาจจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการจราจรในขณะนั้นด้วย วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการลงเรือในกรุงเทพ และยังพอมีเวลา ไม่เร่งรีบมากนัก BTS จุดที่สามารถต่อรถเมล์มีได้หลายจุด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เดินทาง

2.1 BTS สนามกีฬาแห่งชาติ + รถเมล์
– ลง BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2
– เดินมารอรถเมล์ที่หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ รถเมล์ที่ผ่านคือ สาย 15 , 47 , 508

2.2 BTS สยาม + รถเมล์
– ลง BTS สถานีสยาม
– เดินลงฝั่งตรงข้ามสยามพารากอน ต่อรถเมล์ สาย 15 , 25 , 508

3. MRT หัวลำโพง + รถเมล์

การใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT อาจจะสะดวกกับนักท่องเที่ยวหลายๆ คน แม้ว่าการต่อรถไปวัดพระแก้ว อาจจะไม่สะดวกรวดเร็วเท่ากับจุดที่แนะนำไว้ ตามข้อ 1 และ 2 แต่ถ้าหากไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายหลายต่อ รถไฟฟ้าใต้ดิน ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน
– MRT สถานีหัวลำโพง ทางออก 4 เดินไปทางโรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ต่อรถเมล์สาย 25 , 53

4. เรือข้ามฟาก ท่าวังหลัง(พรานนก) หรือท่าศิริราช

วิธีนี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่อยู่ฝั่งธนฯ คนที่สะดวกมาทางโรงพยาบาลศิริราช หรือคนที่นั่งเรือมาลงที่ท่าวังหลัง ก็สามารถนั่งเรือข้ามฟากมาขึ้นที่ท่าช้าง เพื่อไปยังวัดพระแก้วได้เลย ค่าเรือข้ามฟากเพียงแค่ 3 บาท ระวังนิดนึงตรงที่ว่า ท่านี้มีไปขึ้น ที่ท่าช้าง กับท่าวัดมหาธาตุ เวลาลงเรือควรสังเกตุว่าเป็นเรือที่ไปท่าไหน
– รถเมล์ผ่านแยกศิริราช สาย 19 , 57 , 81 , 91 , 149 , 157 , 169 , 177

5. รถเมล์
วิธีนี้คงเป็นวิธีสุดท้ายแนะนำ การนั่งรถเมล์เพียงต่อเดียวก็สามารถทำได้ หากรถไม่ติดถือว่าสะดวกอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องขึ้น-ลงรถ หรือเรือบ่อยๆ แต่หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน การจราจรติดขัด การนั่งรถเมล์อาจจะทำให้เสียเวลามาก รถเมล์ที่ผ่านวัดพระแก้วที่ใกล้ที่สุดคือ

1 , 3 , 9 , 15 , 25 , 30 , 32 , 33 , 43 , 44 , 47 , 53 , 59 , 64 , 80 , 82 , 91 , 203 , 503 , 508 , 512

ข้อแนะนำ
– รถเมล์ป้ายที่ใกล้ทางเข้าวัดพระแก้วมากที่สุด จะเป็นป้ายรถเมล์ที่ผ่านถนนหน้าพระลาน และท่าช้าง
– รถเมล์บางสายจะหยุดแค่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็สามารถเดินมาถึงวัดได้ไม่ไกลนัก
– หากต้องการแวะวัดโพธิ์ ให้ขึ้นรถเมล์ที่ผ่านท่าเตียน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับวัดพระแก้ว
– สามารถโทรถามรายละเอียดเส้นทางรถเมล์เพิ่มเติมได้ที่ 184

6. การเดินทางด้วยรถส่วนตัว

คนที่คิดว่าจะขับรถไปวัดพระแก้ว เรื่องที่น่าหนักใจอย่างหนึ่งก็คือการหาที่จอดรถ วัดพระแก้วเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนแวะมามาก การหาที่จอดรถจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก อาจจะต้องจอดในที่ไกลออกไปหน่อย แล้วค่อยต่อรถมาวัดพระแก้ว

จุดจอดรถยนต์
– วัดมหาธาตุ
ที่จอดรถอยู่ในวัดมหาธาตุ มีที่จอดรถค่อนข้างจำกัด (ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท)

– ท่ามหาราช ซอยทวีผล
เข้าทางถนนมหาราช ซอยอยู่ตรงข้ามวัดมหาธาตุ (ค่าจอดชั่วโมงละ 30 บาท)

– ข้างศาลหลักเมือง

– ลานจอดรถถนนราชดำเนิน
มาจากถนนข้าวสาร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนินกลาง พ้้นโค้งไปนิดนึง ทางเข้าที่จอดรถอยู่ซ้ายมือ (ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท)

– ซอยข้างวัดโพธิ์
จากหน้าวัดพระแก้ว วิ่งไปบนถนนมหาราช ผ่านท่าเตียน เลยทางเข้าวัดโพธิ์ ไปทางปากคลองตลาด ซ้ายมือมีซอยข้างวัดโพธิ์ (ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท)

– อาคารจอดรถวัดระฆัง
ถนนอรุณอัมรินทร์ เข้าซอย 18 (ซอยวัดระฆัง) อาคารจอดรถอยู่ทางซ้ายมือ แล้วนั่งเรือข้ามฟากจากวัดระฆังมาขึ้นท่าช้าง (ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท ค่าเรือข้ามฟาก 3 บาท)

แผนที่

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.pattayaconcierge.com/th/bangkok/info/how-to-go-to-temple-of-emerald-buddha.php

https://goo.gl/ZqLw3D

กลับสู่ด้านบน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s